บริการของเรา

ทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มโดยวิธี Seismic Test

การตรวจสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มด้วยวิธี Seismic Test (Low Strain Pile Integrity Test) สามารถทำการทดสอบได้ทั้งเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงและเสาเข็มเจาะหล่อในที่ เป็นการประเมินและ ตรวจสอบสภาพความสมบูรณ์ของเสาเข็มในเบื้องต้น เช่น มีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่หน้าตัดเนื่องจากเกิดรอยคอดหรือบวม (Neck or Bulge) เกิดโพรง (Void) การแตกหักของเสาเข็มตอก เป็นต้น ซึ่งการทดสอบจะทำการติดตั้งตัวรับสัญญาณความเร่ง (PIT Accelerometer) บนหัวเสาเข็มที่มีความสะอาด มีผิวที่เรียบแข็งและแห้ง จากนั้นจะทำการเคาะบนหัวเสาเข็มด้วย ค้อนทดสอบ (PIT Hand-Held Hammer) โดยแรงกระทำที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดคลื่นความ เค้นอัด (Low-Strain Compression Wave) เดินทางลงไปในเสาเข็ม และเกิดการสะท้อนกลับขึ้นมาของคลื่นในรูปแบบต่างๆ ซึ่งจะสัมพันธ์กับพื้นที่หน้าตัด โมดูลัสยืดหยุ่นของวัสดุ และความหนาแน่น ความเร็วคลื่นที่เกิดขึ้นในเนื้อคอนกรีตนี้ จะถูกบันทึกโดยตัวรับสัญญาณความเร่ง และเก็บข้อมูลรวมทั้งแสดงผลในรูปแบบกราฟของความเร็วสัมพันธ์กับ ระยะเวลา ผ่านเครื่องทดสอบ (Pile IntegrityTester) จากนั้นจะนำข้อมูลเข้าเครื่อง คอมพิวเตอร์ เพื่อทำการ วิเคราะห์ และประมวลผลทดสอบด้วยโปรแกรม PIT-W Professional Version วิธีการทดสอบและการวิเคราะห์วิเคราะห์ผล จะเป็นไปตามมาตรฐาน ASTM D-5882

ทดสอบกำลังรับน้ำหนักของเสาเข็มโดยวิธี Dynamic Load Test

การทดสอบวิธีนี้เป็นการทดสอบเพื่อประเมินการรับน้ำหนักของเสาเข็ม โดยใช้การวัดค่าแรง ( Force ) และความเร็ว ( Velocity ) จากสัญญานสะท้อนคลื่นความเค้น ( Stress Wave ) ขณะที่มีการกระแทกของลูกตุ้มเหล็กกระแทก แล้วประเมินกำลังรับน้ำหนักด้วยวิธี Case Method และด้วยโปรแกรม Case Pile Wave Analysis Program Continuous Method ( CAPWAP ) โดยใช้มาตรฐานการทดสอบ ASTM D 4945-96

การทดสอบเสาเข็ม โดยวิธีพลศาสตร์ (Dynamic Load Test) เป็นวิธีหนึ่งที่นิยมใช้ทดสอบ นอกเหนือจากวิธี Static Load Test เนื่องจากใช้อุปกรณ์ขนาดเล็ก เคลื่อนย้ายได้สะดวก ทดสอบได้รวดเร็ว ราคาไม่แพง การทดสอบสามารถทําการทดสอบได้ 3 ลักษณะตามช่วงเวลาการทดสอบดังนี้

1) Initial Driving Test (IDT) เป็นการทดสอบระหว่างการตอกเสาเข็มโดยติดตั้งอุปกรณ์วัดและบันทึกคลื่นสัญญาณสะท้อนไปเป็นช่วงๆตลอดการตอกเสาเข็มทําให้ทราบข้อมูลที่ระดับปลายเข็มต่างๆค่ากําลังรับน้ําหนักบรรทุกที่ได้นี้จะต่ำเนื่องจากดินรอบเสาเข็มยังไม่คืนสภาพ

2) End of Driving Test (EDT) เป็นการทดสอบทันทีเมื่อตอกเสาเข็มถึงระดับปลายเสาเข็มที่กําหนดค่ากําลังรับน้ําหนักบรรทุกที่ได้นี้จะต่ำเนื่องจากดินรอบเสาเข็มยังไม่คืนสภาพ

3) Restrike Driving Test (RDT) เป็นการทดสอบหลังการตอกเสาเข็มแล้วเสร็จ โดยทิ้งระยะเวลา พอสมควรให้ดินรอบเสาเข็มคืนสู่สภาพเดิมอย่างสมบูรณ์ ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวนั้นขึ้นอยู่กับคุณสมบัติกายภาพ ของดิน (โดยทั่วไปไม่น้อยกว่า 7 วัน) ค่ากําลังรับน้ําหนักบรรทุกที่ได้นี้จะใกล้เคียงกับวิธี Static Load Test

การทดสอบกำลังรับน้ำหนักบรรทุกของโครงสร้าง Load Test

การทดสอบกำลังรับน้ำหนักบรรทุกของโครงสร้าง (Load Test) ในที่นี้หมายถึง การทดสอบเพื่อให้ทราบว่าโครงสร้างนั้นๆ ความสามารถรับน้ำหนักบรรทุกจร (Live Load) ตามที่วิศวกรได้ออกแบบไว้ได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ หรือกรณีที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงประเภทการใช้งานของอาคารและต้องการขอใบอนุญาตดัดแปลงอาคาร เช่น อาคารเดิมเป็นห้องแถวต้องการเปลี่ยนการใช้งานเป็นโรงแรม เป็นต้น

การเสริมกำลังโครงสร้างด้วย CFRP

คาร์บอนไฟเบอร์ (CFRP) เป็นวัสดุคอมโพสิตเสริมเส้นใย มีอัตราส่วนกำลังรับแรงต่อน้ำหนักสูง สามารถทนทานต่อการกัดกร่อน ไม่เป็นสนิม มีความคงทนเป็นเลิศ และสะดวกในการติดตั้งและใช้งาน กำลังรับแรงดึงเชิงกลของ CFRP มีค่าสูงถึง 10 เท่าของเหล็กเสริมธรรมดา นอกจากนี้การใช้เหล็กเสริมธรรมดายังเสี่ยงต่อการเกิดสนิมได้ง่าย แต่ CFRP ไม่ใช่เหล็กจึงไม่เกิดสนิมตามมาในอนาคต

     ปัจจุบันนี้การใช้วัสดุคอนกรีตและเหล็กเสริมในงานซ่อมแซมและเสริมกำลังโครงสร้าง ถือว่าทำได้ค่อนข้างยากและใช้แรงงานมาก อีกทั้งยังรบกวนการใช้งานโครงสร้างเดิมและผู้อยู่อาศัยอีกด้วย การเสริมกำลังด้วยวัสดุคอมโพสิตเสริมเส้นใย ก่อให้เกิดการรบกวนโครงสร้างในระดับที่น้อยมากจึงเป็นวัสดุเสริมกำลังที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย

การตรวจสอบอาคารประจำปี

เมื่อมีการประกาศกฎกระทรวงที่ต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบอาคาร ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ผู้ประกอบการหลายรายยังไม่ทราบถึงรายละเอียดในการ ดําเนินการตามกฎหมายดังกล่าว จึงมีคําถามมากมายที่ ผู้ประกอบการหลายท่านอยากรู้ เช่น อาคารประเภทไหนบ้างที่ ต้องทําการตรวจสอบอาคาร ,ทําไมต้องตรวจสอบอาคาร ,ใคร คือผู้ตรวจสอบอาคาร,ตรวจอะไรบ้าง ,ให้เวลาในการดําเนิน การถึงเมื่อไร ,ตรวจสอบแล้วต้องตรวจสอบอีกหรือไม่

ในเบื้องต้นผู้ประกอบการควรทราบถึงข้อกําหนดที่เกี่ยวข้องของกฎหมาย ซึ่ง ประกอบด้วย ประเภทของอาคารที่ต้องดําเนินการตรวจสอบ คือเป็นอาคารท่ีการก่อสร้างได้

ดําเนินการแล้วเสร็จหรือได้รับใบรับรองตามมาตรา 32 มาแล้วไม่น้อยกว่าหน่ึงปี 9 ประเภทดังนี้

(1) อาคารสูง ตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป
(2)
อาคารขนาดใหญ่พิเศษ พื้นที่ตั้งแต่ 10,000 ตรม.

(3) อาคารชุมนุมคน ที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 1,000 ตรม. หรือ

ชุมนุมคนได้ตั้งแต่ 500 คนขึ้นไป
(4)
โรงมหรสพ
(5)
โรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรมที่มีจํานวนห้องพักตั้งแต่แปดสิบห้องขึ้นไป

(6) สถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการที่มีพื้นที่ตั้งแต่สองร้อยตารางเมตรขึ้นไป

(7) อาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุดหรืออาคารอยู่อาศัยรวมที่มีพื้นที่ตั้งแต่สองพันตารางเมตรขึ้นไป

(8) อาคารโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานที่มีความสูงมากกว่าหนึ่งชั้นและมีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ห้าพันตารางเมตรขึ้นไป

(9) ป้ายหรือสิ่งที่สร้างขึ้นสําหรับติดหรือตั้งป้ายที่สูงจากพื้นดินตั้งแต่สิบห้าเมตรขึ้นไปหรือมีพื้นที่ตั้งแต่ห้าสิบตารางเมตรขึ้นไปหรือป้ายที่ติดหรือตั้งบนหลังคาหรือดาดฟ้าของอาคารหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคารที่มีพื้นที่ตั้งแต่ยี่สิบห้าตารางเมตรขึ้นไป

ทําไมต้องตรวจสอบ?

หลายคนถามว่าอาคารก็ออกแบบมาดีแล้วและได้ขออนุญาตก่อสร้างที่ถูกต้องทําไมจะต้องมีการตรวจสอบอาคารอีกวัตถุประสงค์หลักของการตรวจสอบอาคารเนื่องมาจากอาคารหลายแห้งมีภาวะไม่ปลอดภัยต่อการใช้งานอาคารโดยเฉพาะอาคารสาธารณะที่มีผู้ใช้งานอาคารจํานวนมากในอดีตที่ผ่านมามีเหตุการณ์ท่ีก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้งานอาคารหลายต่อหลายครั้งโดยสาเหตุหลักมาจากการขาดการตรวจสอบดูแลและขาดความเข้าใจในการแก้ไขปัญหาเช่นกรณีไฟไหม้โรงแรมรอยัลจอมเทียนมีผู้เสียชีวิตเกือบร้อยคนหรือกรณีโรงงานผลิตตุ๊กตาเคเดอร์เกิดเหตุเพลิงไหม้มีผู้เสียชีวิตนับร้อยเช่นกันดังนั้นขอบเขตการตรวจสอบตามกฎหมายจึงมุ่งเน้นที่ความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้งานอาคารเป็นหลัก