งานทดสอบเสาเข็ม

โครงการอาคารสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค จ. เชียงใหม่

งานทดสอบเสาเข็ม

โครงการอาคารทางการเกษตร บจก. SNP Agro

งานทดสอบเสาเข็ม

โครงการอุโมงค์ทางลอดแม่โจ้ จ.เชียงใหม่

ขอคำปรึกษา และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทันที

บริการของเรา

ทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มโดยวิธี Seismic Test

การตรวจสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มด้วยวิธี Seismic Test (Low Strain Pile Integrity Test) สามารถทำการทดสอบได้ทั้งเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงและเสาเข็มเจาะหล่อในที่ เป็นการประเมินและ ตรวจสอบสภาพความสมบูรณ์ของเสาเข็มในเบื้องต้น เช่น มีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่หน้าตัดเนื่องจากเกิดรอยคอดหรือบวม (Neck or Bulge) เกิดโพรง (Void) การแตกหักของเสาเข็มตอก เป็นต้น ซึ่งการทดสอบจะทำการติดตั้งตัวรับสัญญาณความเร่ง (PIT Accelerometer) บนหัวเสาเข็มที่มีความสะอาด มีผิวที่เรียบแข็งและแห้ง จากนั้นจะทำการเคาะบนหัวเสาเข็มด้วย ค้อนทดสอบ (PIT Hand-Held Hammer) โดยแรงกระทำที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดคลื่นความ เค้นอัด (Low-Strain Compression Wave) เดินทางลงไปในเสาเข็ม และเกิดการสะท้อนกลับขึ้นมาของคลื่นในรูปแบบต่างๆ ซึ่งจะสัมพันธ์กับพื้นที่หน้าตัด โมดูลัสยืดหยุ่นของวัสดุ และความหนาแน่น ความเร็วคลื่นที่เกิดขึ้นในเนื้อคอนกรีตนี้ จะถูกบันทึกโดยตัวรับสัญญาณความเร่ง และเก็บข้อมูลรวมทั้งแสดงผลในรูปแบบกราฟของความเร็วสัมพันธ์กับ ระยะเวลา ผ่านเครื่องทดสอบ (Pile IntegrityTester) จากนั้นจะนำข้อมูลเข้าเครื่อง คอมพิวเตอร์ เพื่อทำการ วิเคราะห์ และประมวลผลทดสอบด้วยโปรแกรม PIT-W Professional Version วิธีการทดสอบและการวิเคราะห์วิเคราะห์ผล จะเป็นไปตามมาตรฐาน ASTM D-5882

ทดสอบกำลังรับน้ำหนักของเสาเข็มโดยวิธี Dynamic Load Test

การทดสอบวิธีนี้เป็นการทดสอบเพื่อประเมินการรับน้ำหนักของเสาเข็ม โดยใช้การวัดค่าแรง ( Force ) และความเร็ว ( Velocity ) จากสัญญานสะท้อนคลื่นความเค้น ( Stress Wave ) ขณะที่มีการกระแทกของลูกตุ้มเหล็กกระแทก แล้วประเมินกำลังรับน้ำหนักด้วยวิธี Case Method และด้วยโปรแกรม Case Pile Wave Analysis Program Continuous Method ( CAPWAP ) โดยใช้มาตรฐานการทดสอบ ASTM D 4945-96

การทดสอบเสาเข็ม โดยวิธีพลศาสตร์ (Dynamic Load Test) เป็นวิธีหนึ่งที่นิยมใช้ทดสอบ นอกเหนือจากวิธี Static Load Test เนื่องจากใช้อุปกรณ์ขนาดเล็ก เคลื่อนย้ายได้สะดวก ทดสอบได้รวดเร็ว ราคาไม่แพง การทดสอบสามารถทําการทดสอบได้ 3 ลักษณะตามช่วงเวลาการทดสอบดังนี้

1) Initial Driving Test (IDT) เป็นการทดสอบระหว่างการตอกเสาเข็มโดยติดตั้งอุปกรณ์วัดและบันทึกคลื่นสัญญาณสะท้อนไปเป็นช่วงๆตลอดการตอกเสาเข็มทําให้ทราบข้อมูลที่ระดับปลายเข็มต่างๆค่ากําลังรับน้ําหนักบรรทุกที่ได้นี้จะต่ำเนื่องจากดินรอบเสาเข็มยังไม่คืนสภาพ

2) End of Driving Test (EDT) เป็นการทดสอบทันทีเมื่อตอกเสาเข็มถึงระดับปลายเสาเข็มที่กําหนดค่ากําลังรับน้ําหนักบรรทุกที่ได้นี้จะต่ำเนื่องจากดินรอบเสาเข็มยังไม่คืนสภาพ

3) Restrike Driving Test (RDT) เป็นการทดสอบหลังการตอกเสาเข็มแล้วเสร็จ โดยทิ้งระยะเวลา พอสมควรให้ดินรอบเสาเข็มคืนสู่สภาพเดิมอย่างสมบูรณ์ ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวนั้นขึ้นอยู่กับคุณสมบัติกายภาพ ของดิน (โดยทั่วไปไม่น้อยกว่า 7 วัน) ค่ากําลังรับน้ําหนักบรรทุกที่ได้นี้จะใกล้เคียงกับวิธี Static Load Test

การตรวจสอบเหล็กเสริมในคอนกรีต

การตรวจสอบตำแหน่งของเหล็กเสริมโครงสร้างด้วย Ferro Scan – Ferro Scan เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับการตรวจสอบหาตำแหน่งและขนาดของเหล็กเสริมในคอนกรีต การตรวจสอบทำได้โดยนำเครื่องFerro Scan มาวางแนบชิดกับผิวคอนกรีต แล้วใช้การเหนี่ยวนำไฟฟ้าก่อให้เกิดสนามแม่เหล็ก สนามแม่เหล็กจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากเหล็กเสริมในคอนกรีต ทำให้เราสามารถระบุตำแหน่งของเหล็กเสริมที่อยู่ในคอนกรีตได้สำหรับการตรวจสอบขนาดของเหล็กเสริมนั้น จะทำโดยการใช้ Ferro Scan ค้นหา ตำแหน่งของเหล็กเสริม แล้วจึงใช้เครื่องมือสกัดคอนกรีตในบริเวณนั้นออก เพื่อวัดขนาดของเหล็กเสริมด้วยเวอร์เนียร์หลังจากนั้นจึงทำการฉาบซ่อมด้วยวัสดุพิเศษที่มีความแข็งแรงสูงและไม่หดตัว (Repair Mortar)

การเสริมกำลังโครงสร้างด้วย CFRP

     คาร์บอนไฟเบอร์ (CFRP) เป็นวัสดุคอมโพสิตเสริมเส้นใย มีอัตราส่วนกำลังรับแรงต่อน้ำหนักสูง สามารถทนทานต่อการกัดกร่อน ไม่เป็นสนิม มีความคงทนเป็นเลิศ และสะดวกในการติดตั้งและใช้งาน กำลังรับแรงดึงเชิงกลของ CFRP มีค่าสูงถึง 10 เท่าของเหล็กเสริมธรรมดา นอกจากนี้การใช้เหล็กเสริมธรรมดายังเสี่ยงต่อการเกิดสนิมได้ง่าย แต่ CFRP ไม่ใช่เหล็กจึงไม่เกิดสนิมตามมาในอนาคต

     ปัจจุบันนี้การใช้วัสดุคอนกรีตและเหล็กเสริมในงานซ่อมแซมและเสริมกำลังโครงสร้าง ถือว่าทำได้ค่อนข้างยากและใช้แรงงานมาก อีกทั้งยังรบกวนการใช้งานโครงสร้างเดิมและผู้อยู่อาศัยอีกด้วย การเสริมกำลังด้วยวัสดุคอมโพสิตเสริมเส้นใย ก่อให้เกิดการรบกวนโครงสร้างในระดับที่น้อยมากจึงเป็นวัสดุเสริมกำลังที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย

การทดสอบกำลังอัดของคอนกรีต Schmidt Hammer Test

การทดสอบกำลังอัดของคอนกรีตด้วยวิธี Rebound Hammer Test (Schmidt Hammer Test)เป็นการทดสอบ เพื่อประเมินค่ากำลังอัดของคอนกรีตในโครงสร้างแบบไม่ทำลาย Non-Destructive Test) ตามมาตรฐาน ASTM C805 โดยประเมินค่ากำลังอัดประลัย หรือค่า Fc’ ของคอนกรีต โดยอาศัยหลักการวัดค่าดัชนีสะท้อนกลับ (Rebound Number) ที่เกิดจากการกดแกนทดสอบ (Plunger) และกระบอกทดสอบ(Housing) ให้ตั้งฉากกับผิวคอนกรีต แรงกระแทกจากสปริงภายในจะทำให้แกนทดสอบเกิดการสะท้อนกลับมีค่า ดัชนีตั้งแต่ 10 ถึง 100 ขึ้นอยู่กับความสามารถในการดูดซับพลังงานของผิวคอนกรีต ผิวคอนกรีตที่มีความแข็งมากกว่า จะมีค่าดัชนีสะท้อนกลับสูงกว่าเครื่องมือที่ใช้คือ Rebound Hammer ซึ่งใช้หลักการกระแทก และกระดอนกลับ (Rebound) ของสปริงหรือมวลยืดหยุ่น กำลังที่กระดอนกลับ (Rebound) จะแปรผันกับค่าความแข็งแรงของผิวที่ทดสอบ

1) ตรวจสอบสภาพผิวตัวอย่างทดสอบ ขัดผิวที่ต้องการทดสอบให้เรียบ ถ้าผิวโค้งนูน หริอ ผิวเว้าจะมีผลต่อการRebound ของ Rebound Hammer เนื่องจากผิวที่โค้งนูนจะทำให้ค่าที่อ่านได้ต่ำกว่าค่าความเป็นจริง ส่วนผิวที่เว้าจะทำให้ค่าที่อ่านได้สูงกว่ค่าความเป็นจริง

2.) จัดแบ่งพื้นที่ตัวอย่างทดสอบให้มีตำแหน่งการทดสอบ 10 ตำแหน่ง และแต่ละตำแหน่งห่างกันอย่างน้อย 2.5 cm

3) ทำการกด Rebound Hammer ในทิศทางที่ตั้งฉากกับผิวตัวอย่าง พร้อมบันทึกค่า Rebound Number และทิศทางการกด ซึ่งมีด้วยกัน 3 ทิศทาง ได้แก่ กดในแนวนอน, แนวตั้งแบบยิงขึ้น หรือแนวตั้งแบบยิงลง เนื่องจากแต่ละทิศทางจะใช้กราฟในการปรับค่า Rebound Number เป็นค่า Strength of Concrete ที่แตกต่างกัน

4.)นำค่า Rebound Number ทั้งหมด มาหาค่าเฉลี่ย แล้วดูว่าค่าRebound Number ที่ตำแหน่งใดมีค่าสูงกว่าหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเกิน 6 หน่วย ให้ทำการทดสอบตำแหน่งนั้นใหม่ ถ้าทดสอบแล้วยังไม่ได้ ให้ตัดค่าที่ตำแหน่งนั้นทิ้ง แล้วหาค่าเฉลี่ยใหม่ นำค่าเฉลี่ยที่ได้มาหาค่า Strength of Concrete จากกราฟที่ใช้ในการปรับค่า

การตรวจสอบอาคารประจำปี

เมื่อมีการประกาศกฎกระทรวงที่ต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบอาคาร ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ผู้ประกอบการหลายรายยังไม่ทราบถึงรายละเอียดในการ ดําเนินการตามกฎหมายดังกล่าว จึงมีคําถามมากมายที่ ผู้ประกอบการหลายท่านอยากรู้ เช่น อาคารประเภทไหนบ้างที่ ต้องทําการตรวจสอบอาคาร ,ทําไมต้องตรวจสอบอาคาร ,ใคร คือผู้ตรวจสอบอาคาร,ตรวจอะไรบ้าง ,ให้เวลาในการดําเนิน การถึงเมื่อไร ,ตรวจสอบแล้วต้องตรวจสอบอีกหรือไม่

ในเบื้องต้นผู้ประกอบการควรทราบถึงข้อกําหนดที่เกี่ยวข้องของกฎหมาย ซึ่ง ประกอบด้วย ประเภทของอาคารที่ต้องดําเนินการตรวจสอบ คือเป็นอาคารท่ีการก่อสร้างได้

ดําเนินการแล้วเสร็จหรือได้รับใบรับรองตามมาตรา 32 มาแล้วไม่น้อยกว่าหน่ึงปี 9 ประเภทดังนี้

(1) อาคารสูง ตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป
(2)
อาคารขนาดใหญ่พิเศษ พื้นที่ตั้งแต่ 10,000 ตรม.

(3) อาคารชุมนุมคน ที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 1,000 ตรม. หรือ

ชุมนุมคนได้ตั้งแต่ 500 คนขึ้นไป
(4)
โรงมหรสพ
(5)
โรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรมที่มีจํานวนห้องพักตั้งแต่แปดสิบห้องขึ้นไป

(6) สถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการที่มีพื้นที่ตั้งแต่สองร้อยตารางเมตรขึ้นไป

(7) อาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุดหรืออาคารอยู่อาศัยรวมที่มีพื้นที่ตั้งแต่สองพันตารางเมตรขึ้นไป

(8) อาคารโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานที่มีความสูงมากกว่าหนึ่งชั้นและมีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ห้าพันตารางเมตรขึ้นไป

(9) ป้ายหรือสิ่งที่สร้างขึ้นสําหรับติดหรือตั้งป้ายที่สูงจากพื้นดินตั้งแต่สิบห้าเมตรขึ้นไปหรือมีพื้นที่ตั้งแต่ห้าสิบตารางเมตรขึ้นไปหรือป้ายที่ติดหรือตั้งบนหลังคาหรือดาดฟ้าของอาคารหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคารที่มีพื้นที่ตั้งแต่ยี่สิบห้าตารางเมตรขึ้นไป

ทําไมต้องตรวจสอบ?

หลายคนถามว่าอาคารก็ออกแบบมาดีแล้วและได้ขออนุญาตก่อสร้างที่ถูกต้องทําไมจะต้องมีการตรวจสอบอาคารอีกวัตถุประสงค์หลักของการตรวจสอบอาคารเนื่องมาจากอาคารหลายแห้งมีภาวะไม่ปลอดภัยต่อการใช้งานอาคารโดยเฉพาะอาคารสาธารณะที่มีผู้ใช้งานอาคารจํานวนมากในอดีตที่ผ่านมามีเหตุการณ์ท่ีก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้งานอาคารหลายต่อหลายครั้งโดยสาเหตุหลักมาจากการขาดการตรวจสอบดูแลและขาดความเข้าใจในการแก้ไขปัญหาเช่นกรณีไฟไหม้โรงแรมรอยัลจอมเทียนมีผู้เสียชีวิตเกือบร้อยคนหรือกรณีโรงงานผลิตตุ๊กตาเคเดอร์เกิดเหตุเพลิงไหม้มีผู้เสียชีวิตนับร้อยเช่นกันดังนั้นขอบเขตการตรวจสอบตามกฎหมายจึงมุ่งเน้นที่ความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้งานอาคารเป็นหลัก

การทดสอบกำลังรับน้ำหนักบรรทุกของโครงสร้าง Load Test

การทดสอบกำลังรับน้ำหนักบรรทุกของโครงสร้าง (Load Test) ในที่นี้หมายถึง การทดสอบเพื่อให้ทราบว่าโครงสร้างนั้นๆ ความสามารถรับน้ำหนักบรรทุกจร (Live Load) ตามที่วิศวกรได้ออกแบบไว้ได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ หรือกรณีที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงประเภทการใช้งานของอาคารและต้องการขอใบอนุญาตดัดแปลงอาคาร เช่น อาคารเดิมเป็นห้องแถวต้องการเปลี่ยนการใช้งานเป็นโรงแรม เป็นต้น

ใบรับรอง

ทำไมถึงต้องใช้บริการเรา

เรามีเครื่องมือที่ได้มาตรฐาน

เรามีเครื่องมือที่ได้รับมาตรฐานเป็นที่ยอมรับทั่วโลก และมีการปรับเทียบค่าความเที่ยงตรงเป็นประจำ

มีใบอนุญาตที่ถูกต้องตามมาตรฐานสภาวิศวกร

เราเป็นนิติบุคคลที่ได้รับการรับรองให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

บริการที่ดีเยี่ยม

ไม่ว่าจะเป็นงานขนาดเล็กหรือใหญ่ เราให้บริการด้วยความเต็มใจ และสามารถนัดหมายได้รวดเร็ว

ทำงานได้มาตรฐานและความปลอดภัย

ทดสอบตามมาตรฐาน ASTM โดยมีวิศวกรที่ผ่านการอบรมจากผู้ผลิตเครื่องมือโดยตรงเป็นเวลากว่า 30 ชั่วโมงเป็นผู้ควบคุมงาน

มีประสบการณ์อย่างแท้จริง

จากประสบการณ์และการยึดมั่นในจรรยาบรรณทำให้มั่นใจได้ว่าจะได้ผลทดสอบที่ถูกต้อง

ให้คำปรึกษาและแนะนำ

เรามีผู้เชี่ยวชาญทั้งระดับวุฒิวิศวกร และสามัญวิศวกรในการให้ทำปรึกษา และแนะนำ

ผลงานที่ผ่านมา

ลูกค้าของเรา